การประกอบพิธีฮัจย์ ประวัติบางส่วนของพิธีฮัจย์ และการประกอบพิธีอุมเราะฮุ

การที่มุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจย์นั้น เพราะอยู่ในหลักปฏิบัติของอิสลาม

       หลักปฏิบัติของอิสลาม5ประการคือ
           1.การกล่าวปฏิญาณตน
2.การละหมาด
3.การถือศีลอด
  4.การจ่ายซะกาต
        5.การประกอบพิธีฮัจย์

การประกอบพิธีฮัจย์ เป็นหลักการหนึ่งของรุก่นอิสลาม อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 97

ความว่า : และสำหรับอัลลอฮฺ(มีบทบัญญัติ) เหนือบรรดามนุษย์ คือการทำฮัจย์ ณ บัยตุลลอฮฺ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางไปได้

หมายถึงว่า มุสลิมที่มีสุขภาพแข็งแรง สติปัญญาสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเพียงพอในการใช้จ่ายโดยมิต้องเป็นหนี้สินและเดือดร้อนบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ และเส้นทางที่จะเดินทางไปจะต้องปลอดภัย

ดังนั้น การนำที่ดินและทรัพย์สินไปจำนอง จำนำ หรือขาย เพื่อนำไปประกอบพีธีฮัจย์ โดยกลับมาแล้วไม่มีที่ทำกิน หรือเป็นเหตุที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหลาน จึงเป็นการกระทำที่ผิดศาสนบัญญัติ เช่นเดียวกับคนที่มีความสามารถพร้อมแต่ไม่ยอมไปเพราะเสียดายทรัพย์สินจะพร่องไป

และถ้าหากไม่มีความสามารถด้านทรัพย์ และสุขภาพ ก็ไม่เป็นความผิดอย่างไร เพราะตกอยู่ในเหตุของการด้อยความสามารถ

การทำฮัจญ์เป็นอิบาดะห์หลักต่อ อัลลอฮฺ ซึ่งมีเป้าหมายในการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ต้องใช้ความอุตสาหะ เสียสละทั้งกำลังกาย ทรัพย์ กำลังสติปัญญาและมีความสามารถอดทนต่อความยากลำบาก และมีความสามารถที่จะไปได้ โดยไม่ต้องกู้หนี้ ยืมสินของบุคคลอื่น


 

  พิธีฮัจญ์จะทำในเดือน ซุล-ฮิจยะห์ (เดือนที่ 12 ของปีฮิจเราะห์ศักราช) ของแต่ละปี
การกำหนด พิธีฮัจย์นั้น จะใช้การดูเดือน เพื่อกำหนด วันต่างๆ
โดยจะดูเดือนกันในวันที่ 29 เดือน ซุลเกี๊ยะดะห์ เพื่อกำหนด วันที่ 1 เดือนซุลฮิจยะห์
และวันที่ 10เดือนซุลฮิจยะห์ จะเป็นวัน อีดิ้ลอัฎฮา หรือ อีดใหญ่(รายอ)ที่บ้านเรา
ผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจย์จะทำกรุบาน (เชือดสัตว์ และแบ่งปันเนื้อให้กับผู้ยากไร้ )

การประกอบพิธีฮัจญ์มี 3 แบบ
1.ตะมัตตัวะอฺ คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺก่อนการทำฮัจย์ ขณะที่เข้าสู่เทศกาลฮัจญ์แล้ว
2.อิฟร้อด คือผู้ครองอิหฺรอมหลังจากการทำการตอวาฟกุดูมแล้วเขาจะต้องสวมชุดอิหฺรอมจนกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺหลังจากนั้นจึงทำอุมเราะฮฺ
3.กิรอน คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺและการทำฮัจย์พร้อมกัน
หลังจากการทำอุมเราะฮฺคือตอวาฟและสะแอแล้ว ไม่ต้องโกนศีรษะหรือตัดผม แต่ให้เขาครอง
อิหฺรอมกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ

สถานที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีฮัจย์คือ
ทุ่งอารอฟะห์,ตำบลมุซดะลิฟะห์,ตำบลมีนา,และอัล-กะบะฮฺ (การตอวาฟรอบกะบะห์นี้ ไม่ได้กระทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน)

ตารางเวลาและเส้นทางการทำฮัจย์ (เป็นขั้นตอนหลักที่สำคัญ)
1. ผู้ทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวะอฺ ครองอิหฺรอมเพื่อเจตนาทำฮัจย์ ที่บ้านพักในมักกะฮฺเช้าวันที่ 8
2. ออกเดินทางจากมักกะฮฺมุ่งสู่มีนา และพักค้างแรมที่นั่น (วันตัรวียะฮฺ วันที่ 8)
3. ออกเดินทางจากมีนามุ่งสู่อะระฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ (ออกจากมีนา เช้าวันที่ 9)
4. หยุดอยู่ที่อะรอฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ ตั้งแต่เวลาบ่ายจนถึงเวลามัฆริบ (วันอะรอฟะฮฺที่ 9)
5. ออกจากอะรอฟะฮฺตั้งแต่เวลามัฆริบมุ่งสู่มุซดะลิฟะฮฺ และพักค้างแรมที่นั่น ( คืนวันที่10 )
6. ออกจากมุซดะลิฟะฮฺ มุ่งสู่มีนา เพื่อขว้างเสาหินหน้าเดียวต้นที่3 ญัมเราะตุ้ลอะกอบะฮฺ (เช้าวันที่10วันอีด)
7. ตัดผมหรือโกนศีรษะ  เปลื้องชุดอิหฺรอม(อยู่ในชุดอิหรอมเป็นเวลา3วันคือวันที่8-10)
8. พักแรมที่มีนา และขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้นโดยขว้างเรียงกันไป1-3 เป็นเวลา 3 วัน (วันตัชรีก วันที่ 11 - 12 - 13 )
9. ออกเดินทางจากมีนา มุ่งสู่เมืองมักกะฮฺ (ก่อนดวงอาทิตย์ตก)
10.การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ
11.การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว
12.การฏอวาฟวิดาอฺ ( ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ )

พิธีฮัจย์ตามรุก่นและวาญิบ
 - การครองอิหฺรอม คือการตั้งเจตนาเข้าสู่พิธีฮัจย์ ( รุก่น )
 - การวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์คล้อยของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้ง ดวงอาทิตย์ตก ( รุก่น )
 - การโกนศีรษะหรือการตัดผม( รุก่น )
 - การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ ( รุก่น )
 - การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว ( รุก่น )
 - การค้างแรมที่มุซดะลิฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกของคืนวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งเวลาซุบฮฺ ( วาญิบ )
 - การขว้างเสาหิน 7 ก้อนที่ญัมรอตุลอะเกาะบะฮฺ ที่มีนา เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก ( วาญิบ )
 - การค้างแรมที่มีนา ในค่ำคืนของวันตัชรีก ( วาญิบ )
 - การขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น ในวันที่ 11 12 13 ซุลฮิจญะฮฺ ต้นละ 7 ก้อน ( วาญิบ )
 - การฏอวาฟวิดาอฺ ( ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ ) ( วาญิบ )

รุก่นและวาญิบของการประกอบพิธีฮัจย์ มีความแตกต่างกัน คือ

ผู้ใดละทิ้งรุก่นหนึ่งรุก่นใดของการทำฮัจย์ การทำฮัจญ์ของเขาใช้ไม่ได้ และจำเป็นจะต้องไปทำฮัจญ์ใหม่ในปีต่อไป ส่วนผู้ที่ละทิ้งวาญิบ ข้อหนึ่งข้อใด จำเป็นที่เขาจะต้องเสียดัม (เชือดสัตว์พลี)

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่ครองอิหฺรอม

ห้ามสวมเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บ กางเกง กางเกงชั้นใน ห้ามสวมหมวก (สำหรับผู้ชาย)
ห้ามใส่เครื่องหอมหรือน้ำหอมทุกชนิด
ห้ามตัดเล็บ ตัดผม โกนหนวด
ห้ามพูดจาหยาบคาย ไร้สาระ เกี้ยวพาราสี การนินทา และการทะเลาะวิวาท
ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เล้าโลม กอดจูบ
ห้ามจัดพิธีนิกะฮฺ(แต่งงาน)หรือการหมั้น
ห้ามไล่ล่าสัตว์ในเขตแผ่นดินฮะราม(ห้าม)
ห้ามตัดหรือถอนต้นไม้ในเขตแผ่นดินฮะราม

การเดินสะแอ


  ในประวัติศาสตร์ของอิสลาม
นางฮาญัรต้องวิ่งไปมาอยู่ 7 เที่ยว ระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮฺ เพื่อหาน้ำให้ลูกของนาง กุรอาน 2:158 และนี่ได้กลายมาเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งสำหรับการทำฮัจย์ในนครมักกะฮฺ และอุมเราะฮฺ มีใน กุรอาน 2:158 และบ่อน้ำดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ ซัมซัม”

       ต่อมาทั้งอิบรอฮีมและอิสมาอีล ได้ร่วมกันสร้างอาคารกะบะฮฺขึ้นจุดที่นีบอิบรอมฮีมได้เคยยืนสักการะวิงวอนต่อพระเจ้า ก็ยังคงปรากฏอยู่เรียกว่า “ มะกอมอิบรอมฮีม ”
 

แผนผัง มัสยิดอัล-ฮารอม


   ปัจจุบัน ในขั้นตอนพิธีฮัจย์ ผู้แสวงบุญจะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะห์ ซึ่งมีระยะทาง ประมาณ 450 เมตร ไปมาจนครบ 7 เที่ยว เรียกว่าการเดิน "สะแอ" การเดินสะแอนี้เป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น
สีเหลืองคือ ทางเดินสะแอ ระหว่างเนินเขาศอฟา - มัรวะห์
1. มุมหินดำ
2. มะกอมอิบรอฮีม (ที่ ยืนท่านนบีอิบรอฮีม <รอยเท้า>)
3. ฮิจญ์รฺ อิสมาอีล (ห้องของท่านนบีอิสมาอีล)
4. บ่อน้ำซัมซัม
5. เส้นทางเดินเวียนรอบ (ฏอวาฟ)


A Perspective of the Holy Ka'bah before the repairs.


Many rains flooded the Holy Ka'bah through its long history
 

Route เส้นทางการประกอบพิธีฮัจย์

บรรยากาศกระโจมที่พักที่มีนายามเช้า




บรรยากาศภาพชีวิตจริงริมถนนใหญ่ข้างกระโจมที่พักที่มีนา









บรรยากาศรอบกระโจมที่พักที่มีนายามค่ำคืน





สภาพภายในกระโจมที่พักที่มีนา



ภายในกระโจมที่พักที่ทุ่งอะราฟะฮุ



การวุกูฟ(ขอดูอา)



ทุ่งอะราฟะฮุยามพระอาทิตย์อัศดงเตรียมเดินทางสู่มุซดะลิฟะฮุ



ค้างแรมบนถนนที่มุซดะลิฟะฮุ



หลังละหมาดซุบห์เดินทางจากมุซดะลีฟะฮุไปมีนาเพื่อขว้างเสาหิน



หยุดพักเหนื่อ



เสาหินจะตั้งเรียงกันไป3ต้นรูปนี้เป็นต้นที่3(ญัมเราะตุลอะกอบะฮุ)



ทิวทัศน์หน้าอาคารขว้างเสาหินถ่ายจากชั้นที4



ทิวทัศน์มองจากทางเดินลาดลงชั้น4ตัวอาคารขว้างเสาหิน
 


พักเหนื่อยหลังจากขว้างเสาหินและคลิบผมเสร็จส่วนเชือดสัตว์พลีนั้นแซะเป็นผู้จัดการแทน




เยียมชมฟาร์มและดื่มนมอูฐ(ไปทัศนศึกษาหลังทำพิธีฮัจย์)



ซากมัสยิดที่ ฮุดัยบียะห์ สถานที่ที่ท่านนบีทำสัญญาสงบศึก



ที่ครอบบ่อน้ำซัมซัมของเดิมภายในพิพิธภัณฑ์



อุจญาตภายรูปหมู่หน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่ระลึกกับแซะ อับดุลลาตีฟ   สุขถาวร s.t arabian group



ตลาดผักผลไม้และอิทพาลัม
 

เรียงลำดับเหตุการณ์คร่าวๆประวัติบางส่วน ของท่านนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีลและนบีอิสฮาก
1. อิบรอมฮีม มีภรรยาสองคนคือ นาง ซาเราะฮฺ และนางฮาญัร
2. ช่วงแรก นาง ซาเราะฮฺ ไม่มีบุตร
3. ต่อมานบีอิบรอฮีมมีบุตรกับพระนางฮาญัร ชื่ออิสมาอีล
4. พระนางฮาญัรกับอิสมาอีล ต้องแยกออกไป เพราะพระเจ้าสั่งใช้
5. เหตุการณ์ที่นางฮาญัรหาน้ำให้ทารกอิสมาอีล บริเวณเมกกะห์ เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำฮัจญ์
6. อัลลอฮฺทรงทดสอบท่านนบีอิบรอฮีม ด้วยการสั่งให้พลีอิสมาอีล เมื่อโตแล้ว
7. อิสมาอีลให้พ่อทำตามที่อัลลอฮฺทรงบัญชา หากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ
8. นบีอิบรอฮีมพาอิสมาอีลไปยังสถานที่ที่ที่จะเชือดพลีอิสมาอีล
9. ระหว่างทางชัยฏอนได้มาพยายามชักชวนนบีอิบรอฮีมไม่ให้ปฏิบัติตามที่ท่านฝัน เมื่อท่านนึกถึงอัลลอฮฺขึ้นมาได้ ท่านจึงเอาก้อนหินขว้างมันจนหนีไป และสักครู่ก็กลับมาชักชวนท่านอีก ท่านก็เอาก้อนหินขว้างอีก มันก็หลบหนีไปอีก แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นครั้งที่สาม และท่านก็เอาหินขว้างมันอีก หลังจากนั้นมันก็ไม่กลับมาหลอกลวงนบีอิบรอฮีมอีกต่อไป (การขว้างเสาหินทั้ง สามต้น เป็นหนึ่งในการประกอบพิธีฮัจย์)
10.เมื่อมาถึงสถานที่ที่จะเชือด นบีอิบรอฮีมได้ให้อิสมาอีลนอนลง แต่พอลงมือจะเชือด อัลลอฮฺได้กล่าวว่าที่คือการทดสอบเจ้าต่างหาก และได้ให้ท่านเอาแกะมาเชือดแทน
11.นบีอิบรอฮีม กับนบีอิสมาอีลสร้างวิหารกะบะฮฺ
12.อัลลอฮฺได้แจ้งข่าวดี ผ่านมลาอิกะฮฺที่มาหาท่านนบีอิบรอฮีม(ก่อนเดินทางไปเมืองโซดอมเพื่อหานบีลูฏ)แล้วนางซาเราะฮฺก็มีบุตรชื่อ อิสฮาก
13. นบีอิสมาอีล เป็นต้นตระกูลอาหรับ ทางนบีมูฮำหมัด ซล.
14. นบีอิสฮากเป็นต้นตระกูลของ "อิสรออีล" ลูกหลานของอิสรออีล เรียกว่า "บนีอิสรออีล" และ ถูกเรียกว่าอิสราเอลในปัจจุบัน




ถนนจากมัสยิดอัล-ฮารอมสู่ที่พัก



ตึกทื่พักที่ นครเมกกะห์
 


ถนนมุ่งสู่มัสยิด อัล-ฮารอม มองจากชั้นดาดฟ้าที่พัก



วังและโรงแรมของกษัตริย์ซาอุฯบนเนินเขาซึ่งท่านนบีอิบรอฮีมขึ้นไปประกาศให้มุสลิมเดินทางไปทำพิธีฮัจย์ติดกับมัสยิด อัล-ฮารอม
ด้านขวามองเห็นนาฬิกาอยู่บนตึกระฟ้าเป็นศูนย์การค้าและโรงแรม5ดาวเดิมบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งป้อมสมัยออสโตมาน



นาฬิกาใหญ่ที่สุดในโลกอยู่บนตึกหน้ามัสยิดอัล-ฮารอม


ในปีหนึ่ง ๆ มุสลิมจากทั่วโลกประมาณ 3 ล้านกว่าคนจะเดินทางไปประกอบพีธีฮัจย์พร้อมกัน 1 ครั้ง
ระยะเวลาที่ไปอาจจะไปแค่ประกอบพิธีฮัจย์ แล้วกลับเลย
ส่วนมากจะไปที่ เมืองมะดีนะห์ เพื่อไปละหมาดที่ Masjid Nabawi ก่อน แล้วเข้ามักกะห์
หรือ ไปมักกะห์เพื่อประกอบพิธีฮัจย์แล้วกลับมาที่มะดีนะห์
ใช้เวลาโดยประมาณ 10-40 วัน และมีการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

ตัวอย่าง
ไปอยู่มะดีนะห์ 1 อาทิตย์ อยู่มักกะห์ 2-3 อาทิตย์ รวมการประกอบพิธีฮัจย์

หรือ ไปอยู่มักกะห์ 2 อาทิตย์รวมประกอบพิธีฮัจย์ และมาที่มะดีนะห์อีก 1 อาทิตย์
ถึงจะเดินทางกลับ


สำหรับผู้ที่ต้องการจะไปประกอบพิธีฮัจย์


- เตรียมตัวอย่างไรบ้าง ??

เมื่อตั้งใจจะไปก็ให้ติดต่อ บ.ที่บริการฮัจย์และอุมเราะฮฺ เพื่อเขาจะได้ดำเนินการต่างๆ เช่น การติดต่อสถานทูต เพื่อยื่นขอ VISA HAJJI บาง บ. พาไปทำPassport บางบ.ก็ให้ไปทำเองหากใครสะดวก
และทาง บ. จะดำเนินการจัดฉีดวัคซีน (เป็นข้อตกลงการเข้าเมือง) และติดต่อจองที่พัก +ตั๋วเครื่องบิน จัดหารถมารับส่ง และอาหารการกินทุกวัน วันละ3 มื้อ และนักวิชาการ เพื่อสอนและดูแลเรื่องรายละเอียดการปฏิบัติพิธีฮัจย์ สรุปรวมคือ จัดการทุกอย่าง แค่จ่ายเงิน และ จัดการเอกสาร ยื่น Passport ก็พอ

หากใครจะไปเอง ก็ต้องจัดการเองทุกอย่าง ( ส่วนมากคนที่ไปเองจะเป็นคนประเทศใกล้ๆ ซาอุ) จะลำบากเรื่องการเดินทางและที่พักมากๆ ทางที่ดี ต้องสังกัด บ.ที่รับจัด (หรือแซะห์) เพื่อความสะดวกนั่นเองและแต่ละด่านจะมีการตรวจเรื่องหลักฐานการเข้าเมืองละเอียดมาก

ดังนันการมี บ.สังกัด(ที่ได้รับอนุญาตจากทางการ) จะได้รับความสะดวกจากทางการและสะดวกในการเดินทางนั่นเอง


ส่วนผู้ใดประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีถัดไป ต้องยื่นเรื่องล่วงหน้า หลังจากหมดพิธีฮัจย์ปีนี้ไปแล้ว 1-4 เดือนก็ยื่นความจำนง ไปตาม ตัวแทน บ. ต่างๆได้ เพราะแต่ละประเทศ/แต่ละ บ.จะ มีโควตาจำกัด และทางซาอุดิอาระเบียเอง ก็จำกัดปริมาณผู้คนที่เข้าไปประกอบพิธีฮัจย์เช่นกัน(เนื่องจาก พื้นที่ จำกัด)
และทางซาอุต้องดำเนินการ ด้านเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาดูแลแต่ละประเทศ และแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก เพื่อดูแลที่ พักอาศัยและอาหาร(ช่วงพิธีฮัจย์ อาหรับจะปรุงอาหาร)ให้ ที่ ต.มีนา และทุ่งอารอฟะห์
เรื่องสุขภาพสำคัญมาก ออกกำลังกายไว้บ้างก็ดี บางทีต้องเดินเท้าไกล อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จะได้ปรับสภาพได้บ้าง

- ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าไหร ??

อยู่ที่ แต่ละ บ. และจำนวนวันเวลาที่ไปค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทุกปี ตอนนี้มาตรฐาน ประมาณ คนละ 97,000 120,000 (ตอบ ณ ปี 48- เข้า 49) ปี 50 นี้ ตกคนละ 140,000 ไปน้อยวัน ค่าใช้จ่ายก็ถูกตามจำนวนวัน ไปมาก วันก็จ่ายมาก ตามที่แต่ละ บ.ที่กำหนดไว้และตามระยะทาง ประเทศที่ไกลมาก ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทางก็จะแพงตามลำดับ

- มีอุปสรรคอะไรบ้าง

เรื่องสภาพอากาศเมืองหนึ่งร้อน มากๆ เมืองหนึ่งอากาศหนาวมากๆ และจำนวนคน และ นิสัยของมนุษย์ ที่มากันต่างที่ทั่วโลก รวมถึง บางคนที่ไม่เข้าใจหลักการศาสนา จึงทำให้เกิดปัญหาตามมา (หากทุกท่านปฏิบัติศาสนาได้ถูกต้อง จะไม่มีปัญหามากมาย) แต่นั่นคือการทดสอบของพระเจ้า เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาอย่างสะดวกง่ายได้ทุกอย่าง จึงต้องอดทนทุกอย่าง รวมทั้งภาษา ที่เจ้าหน้าที่ บางคนไม่พูดอังกฤษ หรือพูดได้ แต่สำเนียง ฟังไม่ออก  ซอบัร(อดทนเข้าไว้)
โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ..... ปัญหามีให้พบเจอและต้องแก้ไขตลอดเวลา

สำหรับสตรีที่ไม่มีมะรอม(ชายผู้ดูแล สตรีมะรอมทางเชื้อสาย เช่นบิดา พี่ชายน้องชาย ลุง อา ,มะรอม ร่วมแม่นมเดียวกัน และ สามี สตรีที่อายุเกิน45ปีไม่ต้องมีมะรอม ) คิดสักนิดก่อนที่จะเดินทางว่าเราทำขั้นตอนนี้ถูกต้องรึไม่... อย่าไปเองโดยไม่มีมะรอม แล้วให้ทางผู้ดูแลจัดการฮัจย์ไปจัดการผิดขั้นผิดตอน ทั้งทางศาสนาและกฎการเข้าประเทศ มีความผิดทางศาสนาน ถึงจะผ่านด่านต่างๆได้ก็ตาม ถ้าโกหกแม้กระทั่งเรื่องสำคัญ....
 

ภาพจากเว็ปไซด์นอก


1.ร่มเปิดปิดได้รอบลานมัสยิด
nabawi(มัสยิดท่านนบี) นครมาดินะห์


2.มัสยิด อัลอักซอ ซึ่งอยู่ในการครอบครองของยิว


3.Tens of thousands of Muslim pilgrims move around the Kaaba, the black cube seen at center, inside the Grand Mosque, during the annual Hajj in Mecca, Saudi Arabia, Tuesday, Dec. 9, 2008. (AP Photo/Hassan Ammar)


4.Thousands of tents housing Muslim pilgrims are crowded together in Mina near Mecca, Saudi Arabia, Tuesday, Dec. 9, 2008. (AP Photo/Hassan Ammar)


5.Thousands of Muslim pilgrims cast stones at a pillar, symbolising stoning Satan, in a ritual called "Jamarat," the last and most dangerous rite of the annual hajj, near the Saudi holy city of Mina on December 8, 2008. To complete the ritual, a pilgrim must throw 21 pebbles at each of three 25-meter (82-foot) pillars and this year the faithful are being given pebbles in pre-packed bags to spare them the effort of searching for the stones. (KHALED DESOUKI/AFP/Getty Images)

 

การประกอบพิธีอุมเราะฮุ

เริ่มด้วยการเนียตครองอิหฺรอมจากมีกอตก่อนที่จะล้ำผ่านเข้าไป ส่วนผู้ที่อยู่ใกล้มักกะฮฺมากกว่ามีกอตให้เนียตครองอิหฺรอมจากจุดที่เขาอยู่ ชาวมักกะฮฺให้ออกไปเนียตครองอิหฺรอมนอกเขตหะร็อม เช่น ตันอีม และสุนัตให้เข้าสู่มักกะฮฺจากส่วนบนไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน และให้ออกจากมักกะฮฺทางตอนใต้หากกระทำได้อย่างไม่ลำบาก และให้หยุดการตัลบิยะฮฺเมื่อเริ่มเข้าสู่เขตหะร็อม

เมื่อถึงมัสยิดหะรอมให้เข้าสู่ข้างในในสภาพที่มีน้ำละหมาด และเริ่มฏอวาฟจากหะญัรฺอัสวัด (หินดำ) โดยให้บัยตุลลอฮฺอยู่ทางซ้ายมือ

สุนัตให้ทำการอิฎฏิบาอฺ (สไบเฉียง) ก่อนทำการฏอวาฟ นั่นคือให้ส่วนกลางของผ้าอยู่ใต้ไหล่ขวาและให้ชายผ้าทั้งสองข้างอยู่บนไหล่ซ้ายตลอดการฎอวาฟ

สุนัตให้ทำการเราะมัล นั่นคือการเดินเร็วๆกึ่งเดินกึ่งวิ่ง (วิ่งเหยาะๆ) ด้วยความกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษใน 3 รอบแรกตั้งแต่หะญัรฺอัสวัดจนสิ้นสุดที่เดิมส่วนอีก 4 รอบที่เหลือให้เดินตามปกติ ซึ่งการอิฎฏิบาอฺ (สไบเฉียง) และเราะมัล (วิ่งเหยาะๆ) นั้นสุนัตให้กระทำเฉพาะบุรุษเท่านั้น และในการฏอวาฟกุดูมสำหรับอุมเราะเท่านั้น

เมื่อถึงแนวขนานของหะญัรฺอัสวัดก็ให้หันเข้าหาแล้วยื่นมือไปจับ และจูบหินดำ ถ้าไม่สามารถกระทำได้ก็ให้เอามือจับหินแล้วจูบมือที่จับนั้น ถ้าหากไม่สะดวกก็อนุญาตให้ยื่นแตะด้วยไม้เท้าหรือสิ่งของใดๆในลักษณะนั้นก็ได้ แล้วก็จูบไม้เท้านั้น ถ้ายังไม่สามารถกระทำได้อีกก็ให้ชี้ไปยังหะญัรฺอัสวัดด้วยมือขวาแต่ไม่ต้องจูบมือแต่อย่างใด และเดินต่อไปไม่ต้องหยุด โดยขณะที่ผ่านแนวขนานหะญัรฺอัสวัดให้กล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัรฺ" หนึ่งครั้งในทุกๆรอบ และให้อ่านดุอาอ์ใดก็ได้ขณะทำการฎอวาฟ และให้รำลึกถึงอัลลอฮฺให้มาก

เมื่อถึงรุกนุนยะมานีย์ก็ให้จับด้วยมือขวาโดยไม่ต้องจูบทำเช่นนี้ทุกรอบและไม่ต้องกล่าว "อัลลอฮุอักบัรฺ" ถ้าหากไม่สะดวกที่จะจับกับมือก็ให้ทำการฏอวาฟต่อไปโดยไม่ต้องตักบีรฺ(กล่าวอัลลอฮุอักบัรฺ) หรือชี้ด้วยมือและให้กล่าวระหว่างรุกนุนยะมานีย์กับหะญัรฺอัสวัดว่า
 

رَبَّنَا آتِنَا في الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

และให้ทำการฎอวาฟ 7 รอบจากรอบนอกกะอฺบะฮฺและหิจญรฺอิสมาอีล ทุกครั้งที่ผ่านแนวขนานหะญัรฺอัสวัดให้ตักบีรฺ ยื่นมือจับ และจูบในทุกๆรอบหากกระทำได้ ส่วนมุมกะอฺบะฮฺอีก 2 มุมไม่ต้องจับ และถ้าหากจะวางตัวแนบกับมุลตะซัมซึ่งอยู่ระหว่างรุกนุนยะมานีย์กับประตูกะอฺบะฮฺหลังฏอวาฟกุดูมหรือวะดาอฺเพื่อขอดุอาอฺก็ทำได้

เมื่อเสร็จจากการฏอวาฟ ให้ปิดไหล่ขวาแล้วไปละหมาดสุนัตหลังมะกอมอิบรอฮีมอะลัยฮิสสลามโดยอ่าน

ความว่า “และพวกเจ้าจงยึดเอาที่ยืนของอิบรอฮีมเป็นที่ละหมาดเถิด” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 125)

จากนั้นสุนัตให้ละหมาด 2 ร็อกอัตสั้นๆหลังมะกอมอิบรอฮีมหากกระทำได้ ถ้าหากไม่สะดวกก็ให้ละหมาดส่วนไหนของมัสยิดหะรอมก็ได้ และสุนัตให้อ่านสูเราะฮฺอัลกาฟิรูนหลังฟาติหะฮฺในร็อกอัตแรก และสูเราะฮฺอัล-อิคลาศในร็อกอัตที่สอง เมื่อละหมาดเสร็จก็ให้ลุกขึ้น ส่วนการขอดุอาอ์หลังละหมาด ณ จุดนี้ไม่มีแบบฉบับให้กระทำ เช่นเดียวกับการดุอาอ์ที่มะกอมอิบรอฮีม

เมื่อละหมาดเสร็จ สุนัตให้เดินไปจับหะญัรฺอัสวัดหากกระทำได้

จากนั้นให้เดินไปยังเขาเศาะฟา และสุนัตให้อ่านขณะเดินขึ้นเขาว่า

ความว่า “แท้จริงภูเขาเศะฟา และภูเขามัรวะฮ์นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาเครื่องหมายของอัลลอฮฺ ดังนั้นผู้ใดประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ณ บัยตุลลอฮฺก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่เขาที่จะเดินไปมาระหว่างภูเขาทั้งสองนั้น และผู้ใดประกอบความดีโดยสมัครใจแล้ว แน่นอนอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงขอบใจและผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง“ (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 158)

และกล่าวว่า “ฉันขอเริ่มต้นเหมือนกับที่อัลลอฮฺตะอาลาเริ่ม” เมื่อขึ้นสู่เขาเศาะฟาและเห็นบัยตุลลอฮฺก็ให้ยืนหันไปทางกิบลัต และกล่าวตักบีรฺ 3 ครั้ง โดยยกมือ (เหมือนขอดุอาอ์) เพื่อกล่าวซิเกรฺและดุอาอ์ ไม่ใช่ในลักษณะการยกมือตักบีรฺในละหมาด จากนั้นให้กล่าวว่า

«لا إلَـهَ إلَّا الله وَحْدَهُ لا شَرِيكَ لَـهُ، لَـهُ المُلْكُ، وَلَـهُ الحَـمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، لا إلَـهَ إلا الله وَحْدَهُ، أَنْجَزَ وَعْدَهُ، وَنَصَرَ عَبْدَهُ، وَهَزَمَ الأحْزَابَ وَحْدَهُ»

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากอัลลอฮฺ ไม่มีผู้ใดเป็นภาคีกับพระองค์ อำนาจ และการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากอัลลอฮฺ พระองค์ทรงปฏิบัติตามสัญญาของพระองค์ ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ และพระองค์เพียงผู้เดียวที่ทรงสร้างความปราชัยให้แก่พลพรรคทั้งหลาย” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ : 4114 และมุสลิม : 1218)

จากนั้นให้ขอดุอาอ์ และกล่าวบทซิเกรฺดังกล่าวอีกครั้ง แล้วขอดุอาอ์ และกล่าวซิเกรฺเป็นครั้งที่ 3 โดยบทซิเกรฺให้กล่าวเสียงดัง ส่วนดุอาอ์ให้ขอเบาๆ

จากนั้นให้ลงจากเขาเศาะฟามุ่งหน้าไปยังเขามัรฺวะฮฺด้วยความสงบเสงี่ยมและนอบน้อม เมื่อเดินถึงเส้นเขียวให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งเร็วๆจนกระทั่งถึงเส้นเขียวที่สอง จากนั้นก็ให้เดินไปยังเขามัรฺวะฮฺ โดยตลอดทางให้กล่าวตักบีรฺ ซิเกรฺและขอดุอาอ์

เมื่อถึงเขามัรฺวะฮฺ ให้เดินขึ้นแล้วหันไปทางกิบลัต ยกมือขึ้นกล่าวซิเกรฺและขอดุอาอ์ และกล่าวเช่นเดียวกับที่กล่าวบนเขาเศาะฟา 3 ครั้ง จากนั้นให้ลงจากมัรฺวะฮฺเพื่อมุ่งหน้าไปยังเศาะฟา โดยเดินในส่วนที่ต้องเดิน และกึ่งเดินกึ่งวิ่งในส่วนที่ต้องกระทำเช่นนั้น ทำเช่นนั้น 7 รอบ เที่ยวไปคิดเป็น 1 รอบ และเที่ยวกลับ 1 รอบ เริ่มต้นที่เขาเศาะฟาสิ้นสุดที่มัรฺวะฮฺ และสุนัตให้ทำการสะแอในสภาพที่มีน้ำละหมาด และให้ทำอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน และสุนัตให้มีความต่อเนื่องระหว่างการฏอวาฟและสะแอ

เมื่อเสร็จสิ้นจากการสะแอแล้วให้โกนผม หรือตัดให้ทั่วศีรษะ ซึ่งการโกนดีกว่า ส่วนสตรีให้ตัดผมเพียงกระจุกเล็กๆก็เป็นการเพียงพอแล้ว ซึ่งเช่นนี้การประกอบพิธีอุมเราะฮฺก็ถือว่าสิ้นสุด และทุกอย่างที่เคยเป็นที่ต้องห้ามขณะครองอิหฺรอมก็เป็นที่อนุญาต เช่น เสื้อผ้า เครื่องหอม หรือการสมรส เป็นต้น

ให้สตรีปฏิบัติเหมือนบุรุษทุกอย่างในการฎอวาฟและสะแอ ยกเว้นการเราะมัลหรือกึ่งเดินกึ่งวิ่งในการเฏาะวาฟซึ่งเฉพาะบุรุษเท่านั้น และไม่ต้องเดินกึ่งเดินกึ่งวิ่งในการสะแอ และไม่ต้องอิฎฏิบาอฺ และควรหลีกเลี่ยงการเปิดเผยเครื่องประดับ การเปิดเผยใบหน้า ส่งเสียงดัง หรือปะปนกับบุรุษ

ชายใดมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาหลังจากเนียตอุมเราะฮฺ จำเป็นที่เขาต้องประกอบพิธีให้เสร็จและต้องชดใช้ภายหลัง เนื่องจากเขาได้ทำให้พิธีอุมเราะฮฺเสียด้วยการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าหากเขามีเพศสัมพันธ์ภายหลังการฏอวาฟและการเดินสะแอแต่ก่อนที่จะโกนหรือตัดผมก็ถือว่าอุมเราะฮฺของเขาไม่เสียแต่อย่างใด แต่ต้องจ่ายฟิดยะฮฺผู้มีเหตุจำเป็น

สุนัตให้ผู้ประกอบพิธีหัจญ์แบบตะมัตตุอฺตัดผมในพิธีอุมเราะฮฺ โดยเหลือบางส่วนไว้โกนในพิธีหัจญ์หากว่าระยะเวลาระหว่างสองพิธีนั้นห่างกันไม่มาก

เมื่อมีการอิกอมะฮฺขณะที่เขากำลังฏอวาฟ หรือเดินสะแอ ก็ให้เข้าร่วมละหมาดพร้อมญะมาอะฮฺ เมื่อละหมาดเสร็จก็ให้ทำการฏอวาฟต่อจากจุดที่หยุดให้ครบรอบ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มรอบใหม่

หุก่มการจูบหะญัรฺอัสวัด

การจูบ จับ และชี้หะญัรฺอัสวัดพร้อมตักบีรฺล้วนเป็นสุนัต ซึ่งหากใครลำบากที่จะกระทำก็ให้เว้นส่วนนี้ไปได้

สุนัตให้จูบและจับหะญัรฺอัสวัดสำหรับผู้ที่สามารถกระทำได้ในการฎอวาฟ และระหว่างการฎอวาฟกับการเดินสะแอ แต่ถ้าหากต้องเบียดเสียดหรือสร้างความลำบากแก่ผู้อื่นก็ถือว่าไม่ควรกระทำ และให้เว้นเสียดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสตรี ทั้งนี้ เนื่องจากการจับและจูบนั้นถือเป็นสุนัต ส่วนการทำความเดือดร้อนแก่คนอื่นถือว่าเป็นบาปหะรอม จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะกระทำสิ่งที่เป็นสุนัตกับสิ่งที่เป็นหะรอมในเวลาเดียวกัน

หะญัรอัสวัดเป็นหินที่ลงมาจากสวรรค์ เดิมทีนั้นขาวยิ่งกว่าน้ำนม แต่บาปความชั่วของลูกหลานอาดัมทำให้สีของมันเปลี่ยนเป็นสีดำ หากแม้ว่ามันไม่ถูกแปดเปื้อนด้วยความสกปรกของยุคญาฮิลิยะฮฺแล้วละก็ ผู้ใดที่เจ็บป่วยเมื่อได้จับมันก็จะหายจากอาการเจ็บป่วยนั้น ในวันกิยามะฮฺอัลลอฮฺตะอาลาจะให้มันเป็นสักขีพยานแก่ผู้ที่เคยจับมันด้วยใจที่บริสุทธิ์ โดยการจับหะญัรฺอัสวัดและรุกนุนยะมานีย์นั้นยังเป็นการล้างบาปให้หมดไป


ความประเสริฐของการฏอวาฟรอบบัยติลลาฮฺ

สุนัตให้มุสลิมทำการฏอวาฟให้มาก

عن عُبَيْدِ بْنِ عُمَيْرٍ أَنَّهُ سَمِعَ أَبَاهُ يَقُولُ لِابْنِ عُمَرَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُمَا: مَا لِـي لَا أَرَاكَ تَسْتَلِمُ إِلَّا هَذَيْنِ الرُّكْنَيْنِ الْحَجَرَ الْأَسْوَدَ وَالرُّكْنَ الْيَمَانِـيَ؟ فَقَالَ ابْنُ عُمَرَ: إِنْ أَفْعَلْ فَقَدْ سَمِعْتُ رَسُولَ الله صلى الله عليه وسلم يَقُولُ: «إِنَّ اسْتِلَامَهُمَا يَـحُطُّ الْـخَطَايَا». أخرجه أحمد والترمذي

จากอุบัยดฺ บิน อุมัยรฺ เล่าว่า ท่านได้ยินบิดาของท่านกล่าวแก่อิบนุอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า “ทำไมฉันไม่เห็นท่านจับ (มุมใด) นอกจากสองมุมนี้ หะญัรฺอัสวัดกับรุกนุนยะมานีย์? อิบนุอุมัรฺ ก็ตอบว่า “ที่ฉันทำเพราะฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า การจับมุมหินทั้งสองนั้นเป็นการลบล้างบาป” บันทึกโดยอะหฺมัด (4462) และตัรมิซีย์ (959)
การฏอวาฟในสภาพที่มีน้ำละหมาดประเสริฐและสมบูรณ์กว่า แต่ถ้าทำการเฏาะวาฟโดยไม่มีน้ำละหมาดก็ถือว่ากระทำได้ (อุละมาอฺส่วนใหญ่มีทัศนะว่าจำเป็นต้องมีน้ำละหมาด –ผู้แปล) ส่วนการปราศจากหะดัษใหญ่เช่นญะนาบะฮฺ หรือประจำเดือนนั้นถือเป็นวาญิบ

 

 

ชมภาพอุมเราะห์ อัลอักซอ 1432 ล่าสุด

 

 

ชมรูปฮัจย์1431ทั้งหมด

 

 

อัล-กูรอ่าน โดย Saad Al Ghamdi มีคำแปลภาษาไทย

 

 


www.qrk5.com

พูดคุยทักทายกันบ้างที่นี่คลิก

ชม vdo hd อุมเราะห์1432และฮัจย์1431 พร้อมคำบรรยายภาพ

 

 

 


หน้าเว็ปนี้ขอมอบให้เป็นลิขสิทธิ์ของชนชาติมุสลิมทั้งมวล ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน